คอร์สจากคุณหมอทิม

Reset Diet: ปรับสมดุลร่างกายด้วย "ยาแรง" จากโภชนาการ คอร์ส Reset Diet คือแนวทางการปรับเปลี่ยนโภชนาการและวิถีชีวิตแบบเข้มข้นที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ต้นเหตุ ด้วยการใช้ "อาหาร" เป็นเสมือน "ยาแรง" ที่ทรงประสิทธิภาพในการฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกาย 💡 คอร์สนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้: เบาหวาน (Diabetes): มุ่งเน้นการจัดการและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาวะดื้ออินซูลิน และมีเป้าหมายในการลดความจำเป็นของการใช้ยาในระยะยาว (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์) ไขมันในเลือดสูง (High Cholesterol/Lipids): ออกแบบมาเพื่อช่วยลดระดับไขมันที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ พร้อมเพิ่มไขมันที่ดี (HDL) เพื่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดีขึ้น ผื่นแพ้และปัญหาผิวหนังเรื้อรัง (Chronic Skin Issues/Allergies): เน้นการลดการอักเสบในร่างกาย (Inflammation) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผื่นแพ้, เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) และอาการแพ้อื่นๆ เพื่อให้ผิวแข็งแรงจากภายใน 🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้และได้รับ: โภชนาการแบบ "ยาแรง": แผนการกินที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการ "รีเซ็ต" ระบบเผาผลาญและภูมิคุ้มกัน เทคนิคการลดน้ำตาลและไขมัน: กลยุทธ์การเลือกอาหารที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้คงที่และลดการสะสมไขมันส่วนเกิน การจัดการการอักเสบ: ทำความเข้าใจและเลือกอาหารที่ช่วยลดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งส่งผลดีต่ออาการผื่นแพ้และภาพรวมสุขภาพ การปรับสมดุลลำไส้: แนวทางในการบำรุงสุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของภูมิคุ้มกันและสุขภาพผิว ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ระดับน้ำตาลและไขมันดีขึ้น, อาการผื่นแพ้ลดลง, น้ำหนักตัวลดลง, และมีพลังงานมากขึ้น คำเตือน: คอร์สนี้เป็นแนวทางด้านโภชนาการ ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรม และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งโดยเด็ดขาด

Coach Demo

Coach Demo

Instructor

4 enrolled
คอร์สจากคุณหมอทิม

Preview this course

Chanoknai Arunwas
A
Diet ClinicMr.Luang

4 people enrolled

Join them and start learning today

Reset Diet: ปรับสมดุลร่างกายด้วย "ยาแรง" จากโภชนาการ คอร์ส Reset Diet คือแนวทางการปรับเปลี่ยนโภชนาการและวิถีชีวิตแบบเข้มข้นที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ต้นเหตุ ด้วยการใช้ "อาหาร" เป็นเสมือน "ยาแรง" ที่ทรงประสิทธิภาพในการฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกาย 💡 คอร์สนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้: เบาหวาน (Diabetes): มุ่งเน้นการจัดการและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาวะดื้ออินซูลิน และมีเป้าหมายในการลดความจำเป็นของการใช้ยาในระยะยาว (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์) ไขมันในเลือดสูง (High Cholesterol/Lipids): ออกแบบมาเพื่อช่วยลดระดับไขมันที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ พร้อมเพิ่มไขมันที่ดี (HDL) เพื่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดีขึ้น ผื่นแพ้และปัญหาผิวหนังเรื้อรัง (Chronic Skin Issues/Allergies): เน้นการลดการอักเสบในร่างกาย (Inflammation) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผื่นแพ้, เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) และอาการแพ้อื่นๆ เพื่อให้ผิวแข็งแรงจากภายใน 🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้และได้รับ: โภชนาการแบบ "ยาแรง": แผนการกินที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการ "รีเซ็ต" ระบบเผาผลาญและภูมิคุ้มกัน เทคนิคการลดน้ำตาลและไขมัน: กลยุทธ์การเลือกอาหารที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้คงที่และลดการสะสมไขมันส่วนเกิน การจัดการการอักเสบ: ทำความเข้าใจและเลือกอาหารที่ช่วยลดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งส่งผลดีต่ออาการผื่นแพ้และภาพรวมสุขภาพ การปรับสมดุลลำไส้: แนวทางในการบำรุงสุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของภูมิคุ้มกันและสุขภาพผิว ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ระดับน้ำตาลและไขมันดีขึ้น, อาการผื่นแพ้ลดลง, น้ำหนักตัวลดลง, และมีพลังงานมากขึ้น คำเตือน: คอร์สนี้เป็นแนวทางด้านโภชนาการ ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรม และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งโดยเด็ดขาด

What you'll learn

  • Master the fundamentals of the subject
  • Build practical skills through hands-on projects
  • Understand best practices and industry standards
  • Create your own portfolio piece

Who this class is for

This course is perfect for beginners who want to learn the basics, as well as intermediate learners looking to refine their skills.

Course Content

5 lessons50 min total

เบาหวานหายได้ครบจบในคลิปเดียว

สรุปวิธีการรักษาโรคเบาหวานให้หาย (ตามคำแนะนำในวิดีโอ) หลักการเบื้องต้น เบาหวานหายได้จริง: ผู้บรรยายกล่าวว่ามีนักเรียนหลายคนประสบความสำเร็จในการรักษาโรคเบาหวานให้หายขาด โดยเน้นว่าเรื่องนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (ตั้งแต่ [01:47]) ความรู้คือกุญแจ: เส้นทางสู่การหายจากเบาหวานไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมี ความรู้ และความเข้าใจในสรีระวิทยาเบื้องต้น เพื่อให้ไม่ล้มเลิกกลางคัน (ตั้งแต่ [02:44] และ [03:06]) อันตรายของน้ำตาลสูง: การปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่องจะทำลายหลอดเลือด นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น หลอดเลือดในสมองแตก/ตีบ, ปลายมือปลายเท้าเน่า, ไตวาย และหัวใจขาดเลือด (ตั้งแต่ [03:46]) ขั้นตอนในการปฏิบัติ การควบคุมอาหาร (Diet) ลำดับการกิน: ให้รับประทานโปรตีนให้หมดก่อน จากนั้นจึงตามด้วยไขมัน (ถ้ายังไม่อิ่ม) [46:53] การปรับเวลาการทาน: ทานเป็นมื้อและไม่ทานจุบจิบ โดยแนะนำให้ทานในช่วงที่พระอาทิตย์ยังอยู่ (Time-Restricted Eating) [46:59] การออกกำลังกาย (Exercise) เน้นท่า Super slow: แนะนำให้ฝึกทำท่า Super slow Squat (ย่อเข่าแบบช้ามาก) [47:03] ทางเลือกสำหรับผู้มีปัญหาเข่า: สามารถทำท่าอื่นได้ เช่น Super slow Push up (วิดพื้นแบบช้า ๆ) หรือท่าที่เน้นการออกกำลังกายขณะนอน เช่น นอนยกสะโพกขึ้น [47:08] และ [47:25] สำหรับผู้มีกล้ามเนื้อน้อย: หากวิดพื้นไม่ได้ ให้ใช้เข่ารองพื้นในการวิดพื้น (Knee Push-up) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ [47:50] การเจาะน้ำตาล (Monitoring) เจาะ 2 เวลา: เจาะน้ำตาล 2 ครั้งต่อวัน คือ 1. ก่อนอาหารมื้อแรก และ 2. 2 ชั่วโมงหลังอาหารมื้อสุดท้าย [48:05] ข้อควรระวัง ระวังน้ำตาลต่ำ: ให้เฝ้าระวังอาการน้ำตาลต่ำ (5 สัญญาณที่กล่าวถึงในวิดีโอ) ตลอดเวลา จนกว่าจะสามารถหยุดยาทุกชนิดได้โดยสมบูรณ์ [48:10]

~10 minFREE

3 เสาหลักของการลดน้ำหนัก

1. การปรับอาหาร (Diet Adjustment) หัวใจสำคัญคือการฝึกให้ร่างกายเลิกพึ่งพาแป้งและน้ำตาล โดยมีหลักการ 3 ข้อ: ลดแป้งและตัดอาหารแปรรูป: ตัดอาหารแปรรูปทุกชนิด เช่น ผงชูรส, เกลือขัดขาว, น้ำมันพืช, ขนมขบเคี้ยว, อาหารขยะ, เครื่องดื่มมีรสชาติ, แป้งขัดขาว, เส้นชนิดต่าง ๆ (เช่น มาม่า วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยว), ผลไม้หวาน, ผักหัวใต้ดิน, ธัญพืช, และนมจากสัตว์ [19:25] อาหารแปรรูปเหล่านี้จะหลอกสมองให้เราทานมากเกินความจำเป็น (ถึง 30% ต่อวัน) [19:55] ไม่ทานแป้งซ้ำซ้อน: หากเผลอทานแป้งหรือน้ำตาลในมื้อใดไปแล้ว มื้อที่เหลือควรพยายามหลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาลซ้ำซ้อน [20:32] เน้นโปรตีนเป็นหลัก: ให้เน้นทานโปรตีน (เช่น เนื้อสัตว์) เป็นหลัก เพราะโปรตีนจะทำให้อิ่มท้องนานและเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถเก็บสำรองได้ [22:02] ทานไขมันดีที่มาจากธรรมชาติ เช่น ไขมันจากสัตว์ หรือน้ำมันพืชที่สกัดเย็น [21:28] 2. การจัดเวลาการทาน (Meal Timing) คือการฝึก "เตาเผาไขมัน" ของร่างกายด้วยการเว้นช่วงอาหาร (Intermittent Fasting): ทานเป็นมื้อ ไม่ทานจุบจิบ: ทานให้รู้สึกอิ่มจากคุณภาพอาหารที่ดีพอ และไม่ทานของที่มีแคลอรี่เข้าปากระหว่างมื้อ [25:23] ปล่อยให้ท้องว่าง: การเว้นช่วงการทาน 12 ชั่วโมงขึ้นไป จะช่วยให้ร่างกายเริ่มดึงไขมันที่สะสมไว้มาใช้เป็นพลังงานหลัก (จากถังไขมันที่มีขนาดใหญ่กว่าถังเก็บแป้งถึง 100 เท่า) [24:55] เครื่องดื่มที่ไม่เบรก Fasting: สามารถดื่มน้ำเปล่า, ชาไม่ใส่น้ำตาล, หรือกาแฟดำได้ โดยที่ไม่เบรกการฝึกเตาเผาไขมัน [26:50] 3. การเพิ่มขนาดเตาเผา (Increasing the 'Burner' Size) คือการขยายขนาดเตาเผาไขมันผ่านการออกกำลังกายที่เหมาะสม: เน้นการออกกำลังกายแบบ HIIT: แนะนำการออกกำลังกายแบบ HIIT หรือ Tabata เพียงวันละ 4 นาที เพื่อฝึกให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นพลังงานหลัก [30:15] ตัวอย่างท่าออกกำลังกาย 4 ท่า (ทำท่าละ 20 วิ พัก 10 วิ): Tuck Jump [31:15] เตะเข่าสลับ (Knee Raise) [31:21] Squat Jump [31:21] ปีนภูเขา (Mountain Climber) [31:26] ทำสม่ำเสมอ: ควรทำอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ [35:37] ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต: พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งแช่นาน ๆ และควรลุกเดินบ่อย ๆ เพื่อช่วยให้ฮอร์โมนที่ช่วยให้ผอมทำงานได้ดียิ่งขึ้น [36:54]

~10 min

จัดการความดันสูงด้วยตัวคุณเอง

ความรู้เบื้องต้นและการจัดการความดันโลหิต การวัดความดัน: การวัดความดันโลหิตเป็นการวัดค่าเพียงครั้งเดียว (Snapshot) เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดทั้งวัน (Dynamic) [03:56] เกณฑ์การวินิจฉัย (ตาม JNC 8): เกณฑ์ที่ใช้ในการบ่งชี้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ จะพิจารณาตามอายุ เช่น หากคุณอายุมากกว่า 60 ปี ความดันที่ถือว่าปกติจะอยู่ที่ไม่เกิน 150/90 mmHg [04:15] ผลลัพธ์ระยะยาว: ผู้บรรยายระบุว่าวิธีการที่กล่าวถึงในวิดีโอ (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อหาหลักของคลิป) เป็นวิธีที่ให้ผลดีที่สุดในระยะยาว (Long Term) [53:05] คำถาม-คำตอบ: ความดันสูงกับการนอนดึก สาเหตุ: การนอนดึกถือเป็นความเครียดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น และกระตุ้น ระบบประสาท Sympathetic (ระบบประสาทที่ทำให้ตื่นตัว) [53:34] กลไก: เมื่อคุณฝืนไม่นอน (เช่น ตอนง่วงจัดขณะขับรถ) ร่างกายจะหลั่งสาร Norepinephrine ออกมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว ซึ่งการกระตุ้นระบบประสาทตื่นตัวนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของความดันโลหิตสูง [53:56] - [54:13] ผลกระทบระยะยาว: หากคุณนอนดึกบ่อย ๆ จะเป็นการเบรกวงจรนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ทำให้เกิดการกระตุ้นระบบประสาท Sympathetic ตลอดเวลา ซึ่งนำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูง [54:23]

~10 min

การลดน้ำหนักผ่านระบบประสาทซิมพาเทติก

การกระตุ้นระบบประสาท ซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) และการหลั่ง อะดรีนาลีน (Adrenaline) หรืออีพิเนฟริน (Epinephrine) มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการสลายไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันดื้อ (Stubborn Fat) ซึ่งเป็นไขมันที่สะสมในบริเวณที่ร่างกายมีตัวรับอะดรีนาลีนชนิดที่ต่างกัน ทำให้สลายออกมายากกว่าไขมันทั่วไปกลไกการสลายไขมันดื้อผ่านระบบซิมพาเทติกระบบซิมพาเทติกเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำหน้าที่เตรียมร่างกายสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน (Fight or Flight) เมื่อระบบนี้ถูกกระตุ้น มันจะสั่งการให้ต่อมหมวกไตหลั่งอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน (Norepinephrine) ออกมา ซึ่งสารเหล่านี้จะทำหน้าที่หลักในการสลายไขมันที่สะสมอยู่ในเซลล์ไขมัน (Adipocytes)อะดรีนาลีนและตัวรับ (Adrenergic Receptors):อะดรีนาลีนจะจับกับตัวรับชนิดต่าง ๆ บนผิวเซลล์ไขมัน ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดหลัก คือ Beta ($\beta$) Receptors และ Alpha ($\alpha$) Receptors$\beta$-Receptors (ตัวรับกระตุ้น): เมื่ออะดรีนาลีนจับกับ $\beta_1$, $\beta_2$, หรือ $\beta_3$ Receptors จะกระตุ้นเอนไซม์ที่ชื่อว่า Hormone-Sensitive Lipase (HSL) ให้ทำงาน ซึ่ง HSL จะสลายไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันสะสม) ให้เป็นกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน (กระบวนการสลายไขมัน หรือ Lipolysis)$\alpha$-Receptors (ตัวรับยับยั้ง): เมื่ออะดรีนาลีนจับกับ $\alpha_2$ Receptors จะมีผล ยับยั้ง การสลายไขมัน ไขมันดื้อ เช่น บริเวณหน้าท้องส่วนล่าง, สะโพก, และต้นขา มักจะมีสัดส่วนของ $\alpha_2$ Receptors มากกว่า $\beta$-Receptors จึงทำให้การสลายไขมันในบริเวณนั้นเป็นไปได้ยากกว่าการเอาชนะไขมันดื้อ: การลดไขมันดื้อต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เพิ่มการกระตุ้น $\beta$-Receptors และลดการยับยั้งจาก $\alpha_2$ Receptors ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึง:การออกกำลังกายแบบเข้มข้นสูงสลับเบา (HIIT/Tabata): การออกกำลังกายที่หนักหน่วงจะกระตุ้นระบบซิมพาเทติกให้หลั่งอะดรีนาลีนออกมาในปริมาณสูง ส่งผลให้เกิดการสลายไขมันอย่างรวดเร็ว (เหมือนที่กล่าวถึงในวิดีโอที่คุณสรุปไปก่อนหน้า)การทำ Intermittent Fasting (IF): การอดอาหารเป็นเวลานานจะลดระดับอินซูลินและเพิ่มการหลั่งแคทีโคลามีน (Catecholamines, รวมถึงอะดรีนาลีน) ซึ่งเป็นการเพิ่มการกระตุ้นระบบซิมพาเทติกและเพิ่มการสลายไขมันในช่วงที่อดอาหารการสัมผัสความเย็น (Cold Exposure): การแช่น้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็นจะกระตุ้นระบบซิมพาเทติกอย่างรุนแรง เพื่อให้ร่างกายสร้างความร้อน (Thermogenesis) ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้ไขมันสะสม โดยเฉพาะไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ในการสร้างความร้อน และช่วยกระตุ้นการสลายไขมันขาวด้วยสรุป: การกระตุ้นระบบซิมพาเทติกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดการหลั่งอะดรีนาลีนในระดับที่สูง ซึ่งไปกระตุ้นตัวรับ ($\beta$-Receptors) ให้เกิดการสลายไขมันออกมาเป็นพลังงาน การทำซ้ำ ๆ เช่นนี้เมื่อรวมกับการควบคุมอาหาร จะช่วยให้ร่างกายสามารถเข้าถึงและสลายไขมันสะสมที่ "ดื้อ" ต่อการสลายได้ในที่สุด

~10 min

CGM

CGM Instruction

~10 min

Enroll to unlock all 5 lessons

About the Instructor

Coach Demo

Coach Demo

Demo Coach

Free • Full lifetime access

Course Details

Duration
50 min
📊 Level
beginner
📖 Lessons
5
📅 Updated
Nov 21, 2025

Share this course

Related Courses

คอร์สจากคุณหมอทิม

Free • Full access